หลักสูตรที่เปิดสอนในปัจจุบัน
เรื่องน่าอ่าน
dot

dot


การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน article

การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน โดย กมล รัตนวิระกุล
การพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศ มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก เป็นโอกาสในการกระจายรายได้สู่ชุมชนในชนบท และการจ้างงานในท้องถิ่น ภาครัฐ จึงได้กำหนด ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของชุมชน โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้การสนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นสามารถกำหนดนโยบาย เป้าหมาย แผนงาน และกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวได้อย่างเป็นอิสระ โดยภาครัฐจะสนับสนุนด้านความรู้ ประสบการณ์ และ งบประมาณอุดหนุนผ่านกลไกของรัฐในรูปแบบต่างๆ ปัจจุบัน สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเชิงบูรณาการระหว่างกระทรวงเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การพัฒนา”

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism) ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และคาดหวังว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เพราะเป็น การท่องเที่ยวแบบสร้างส่วนร่วมให้แก่ชุมชน สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้แก่เศรษฐกิจชุมชนของประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย ในด้านการตลาด การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ยังเป็นกลุ่มเฉพาะ (niche market)*

การพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศ มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก เป็นโอกาสในการกระจายรายได้สู่ชุมชนในชนบท และการจ้างงานในท้องถิ่น ภาครัฐ จึงได้กำหนด ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของชุมชน โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้การสนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นสามารถกำหนดนโยบาย เป้าหมาย แผนงาน และกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวได้อย่างเป็นอิสระ โดยภาครัฐจะสนับสนุนด้านความรู้ ประสบการณ์ และ งบประมาณอุดหนุนผ่านกลไกของรัฐในรูปแบบต่างๆ ปัจจุบัน สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเชิงบูรณาการระหว่างกระทรวงเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การพัฒนา” ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism)ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และคาดหวังว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เพราะเป็นการท่องเที่ยว แบบสร้างส่วนร่วมให้แก่ชุมชน สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้แก่เศรษฐกิจชุมชนของประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย ในด้านการตลาด การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ยังเป็นกลุ่มเฉพาะ  (niche market)*

ารท่องเที่ยวโดยชุมชน*
ในการประชุม สุดยอดสิ่งแวดล้อมของโลก “Earth Summit” เมื่อปี 2535 ที่เมือง ริโอ เดอ จาไนโร ประเทศบราซิล มีส่วนผลักดันให้เกิด ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ที่ส่งผลให้เกิดกระแสการปรับเปลี่ยน รูปแบบการท่องเที่ยวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลก จากการท่องเที่ยวแบบประเพณีนิยมดั้งเดิม (Conventional Tourism) สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบมีทางเลือกใหม่ (Alternative Tourism) ประกอบด้วย

1) กระแสความต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
2) กระแสความต้องการท่องเที่ยวในด้านการศึกษาเรียนรู้   และ
3) กระแสความต้องการพัฒนาคน

ดังนั้น แนวคิดการนำเสนอการท่องเที่ยวอันเป็นทางเลือกใหม่ จึงมีชื่อเรียกอย่างหลากหลาย เช่น Green Tourism, Sustainable Tourism, Conservation Tourism และ Responsible Tourism เป็นต้น การท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ซึ่งมีความพิเศษเฉพาะด้าน มีความสำนึกในสิ่งแวดล้อม และสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวเฉพาะราย เฉพาะกลุ่ม ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุด คือ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) โดยเน้นให้นักท่องเที่ยว ได้มีการศึกษา เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์  ที่ประทับใจ น่าจดจำ

ในปี 2545 หรือระยะเวลาครบ 1 ทศวรรษของ การประชุม Earth Summit ที่ ริโอ เดอ จาไนโร ที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ ได้มีมติประกาศให้ปี 2545 เป็น “ปีสากลแห่งการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” เพื่อยกระดับความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก 
ด้วยเหตุนี้ โครงการประสานงานวิจัยและพัฒนาเครือข่ายของการท่องเที่ยวโดยชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) จึงได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวของตนเอง และกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยได้ประมวลและให้นิยามความหมายของ

*การท่องเที่ยวโดยชุมชน Community – based Tourism หมายถึงทางเลือกในการจัดการท่องเที่ยวที่ชุมชนเข้ามากำหนดทิศทางของการท่องเที่ยว บนฐานคิดที่ว่า ชาวบ้านทุกคนเป็นเจ้าของทรัพยากรและมีส่วนได้เสียจากการท่องเที่ยวโดยการนำเอาทรัพยากรในท้องถิ่นต่างๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ประเพณี วิถีชีวิต และ วิถีการผลิตของชุมชนมาใช้เป็นต้นทุน หรือปัจจัยในการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความรู้ และบทบาทที่สำคัญในการดำเนินงานตั้งแต่ การตัดสินใจ การวางแผน การดำเนินงาน การสรุปบทเรียน และมุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืนสู่รุ่นลูกหลาน และเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น โดยคำนึงความสามารถในการรองรับของธรรมชาติเป็นสำคัญ

พฤติกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป (Conventional tourists’ behaviours)**
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวผู้ใช้บริการนำเที่ยวแบบดั้งเดิม แบ่งได้เป็น 5 ลักษณะสำคัญ คือ
1. อุปนิสัยในการท่องเที่ยว รักสบาย ระมัดระวัง ไม่ชอบเสี่ยง ไม่หลากหลาย
2. แรงจูงใจในกาเดินทาง ชอบไปชายทะเล เป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน
3. ความถี่ในการเดินทาง เดินทางช่วงวันหยุดและฤดูกาลท่องเที่ยว
4. การจัดการ เดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ ใช้บริการบริษัทนำเที่ยวช่วยอกนวยความสะดวก
5. ความต้องการ กินอาหารในโรงแรม อาหารจานด่วน กิจกรรมบันเทิงยามราตรี

พฤติกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ (Alternative tourists’ behaviours)** 
พฤติกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จะมีความแตกต่างของพฤติกรรมและการเลือกใช้บริการต่างๆ ในการท่องเที่ยวที่มีนัยสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
1. อุปนิสัยในการท่องเที่ยว รักผจญภัย ใฝ่รู้ มีการศึกษา ชอบทดลอง
2. แรงจูงใจในการเดินทาง หาประสบการณ์ มองหาโอกาสทางธุรกิจ สนใจวัฒนธรรม
3. ความถี่ในการเดินทาง เดินทางตามสะดวก ไม่เดินทางตามฤดูกาลท่องเที่ยว
4. การจัดการ เดินทางเป็นกลุ่มเล็ก จัดการเดินทางด้วยตนเอง ใช้ผู้เชี่ยวชาญ
5. ความต้องการ กินอาหารท้องถิ่น สนใจศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต     

จากการจำแนกพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเภท ข้างต้น จะพบว่านักท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม (Conventional tourists) คือ ผู้ที่เดินทางไปเที่ยวโดยซื้อรายการนำเที่ยวจากบริษัททัวร์ มักต้องการเดินทางไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เพราะผู้เดินทางมักประสบปัญหาด้านการจองพาหนะการเดินทางและห้องพัก การซื้อรายการนำเที่ยวจากบริษัททัวร์จะสะดวกกว่า และได้ท่องเที่ยวในเวลาตามที่วางแผนไว้สำหรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ (Alternative tourists) จะเลือกเดินทางไปท่องเทียวในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับเทศกาลวันหยุด นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ให้ความสนใจในเรื่องการผจญภัย ศึกษา วัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิต และประเพณีของไทยมากกว่า นิยมจัดการเดินทางด้วยตนเอง
จากการสำรวจ ปรากฎว่า กิจกรรมและ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ คือ กิจกรรมดำน้ำดูปะการังตามแหล่งท่องเที่ยวทางชายทะเล เช่น เกาะพีพี อ่าวพระนาง เกาะเต่า เกาะลันตา และเกาะช้าง ส่วนใหญ่ในช่วงฤดูร้อน ส่วนฤดูหนาว นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะนิยมเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติ ได้แก่ การเดินป่า ดูนก การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนม้ง ดอยปุย เชียงใหม่ การศึกษาวัฒนาธรรมอาข่า จังหวัดเชียงราย สามเหลี่ยมทองคำ สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปตลอดทั้งปี เพราะระยะทางใกล้กับกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมหลากลาย เช่น การล่องแก่ง ดำน้ำ ปีนผา เป็นต้น

ประเภทของการจัดนำเที่ยวโดยชุมชน 
1. การจัดการนำเที่ยวเชิงนิเวศน์ (Ecotourism) เป็นการนำเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ซาบซึ้งกับความงาม ความยิ่งใหญ่หรือความพิศวงของธรรมชาติ เช่น การชมนก การเดินป่า เป็นต้น
2. การนำเที่ยวเพื่อการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Tourism) เป็นการนำเที่ยวที่ตอบสนองความสนใจศึกษาเรียนรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นของคนพื้นเมือง หรือการเรียนศิลปะ หัตถกรรม เป็นต้น
3. การจัดนำเที่ยวเพื่อการศึกษาวิถีชีวิตชาวเขา (Tribal lifestyle Tourism) เป็นการนำเที่ยวที่มีจุดประสงค์ให้นักท่องเที่ยว ได้รับความรู้และความเพลิดเพลินจากการชมและสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น ศิลปะของชาวเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่อย่างหลากหลายในภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นต้น

การบริการ
การบริการของผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่น   ที่นำเสนอต่อลูกค้าแบ่งออกเป็น  2  ประเภทใหญ่   ดังนี้
1. การบริการแบบรับช่วง ( Subcontracted Tours )
เป็นการรับช่วงงานบริการลูกค้า โดยรับงานจากบริษัทนำเที่ยวในส่วนกลาง ทางบริษัทนำเที่ยวจะจัดการจัดรายการนำเที่ยวให้เสร็จสรรพไว้แล้ว ผู้ประกอบการนำเที่ยวท้องถิ่นเป็นเพียงผู้จัดบริการต่างๆ ให้ลูกค้าตามที่บริษัทนำเที่ยวได้แจ้งไว้ให้แก่ลูกค้า
2. การบริการแบบขายตรง ( Direct sales )
การบริการแบบขายตรง เป็นการบริการสำหรับลูกค้าที่เดินทางมาท่องเที่ยวเป็นเป็นกลุ่มย่อยหรือตามลำพัง และประสงค์ใช้บริการนำเที่ยวที่จุดหมายปลายทางที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคอยอำนวยความสะดวกให้ระหว่างเดินทาง พร้อมกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่ลูกค้าต้องการ

ปัญหาและอุปสรรคของธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
จากการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภาคเหนือรวม 36 โครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) สำนักงานภาคเหนือ สามารถสรุปประสบการณ์และประเด็นปัญหาสำคัญ ซึ่งคณะทำงานได้นำมายกตัวอย่างในบางประการ คือ 
1. การสร้างจิตสำนึกให้แก่ชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากการท่องเที่ยวลักษณะนี้ มีพื้นที่แหล่งทรัพยากรอันหลากหลาย จำเป็นต้องให้ชุมชนมีจิตสำนึกและความภูมิใจใน อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และ วัฒนธรรม ประเพณีของตน สามารถอธิบายให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ และข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นว่ามีคุณค่าอย่างไร รวมไปถึงพัฒนาการของวัฒนธรรม จารีตประเพณี ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
2. การจัดการที่ยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างมีขอบเขต บนเงื่อนไขของการจัดการที่มีความรับผิดชอบการกำจัดมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากร เน้นปฎิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับธรรมชาติในลักษณะเป็นการเกื้อหนุนระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
3. กระบวนการและการจัดกิจกรรม จำเป็นต้องเน้นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความตระหนักและการปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง สร้างสรรค์ความเป็นธรรมภายในสังคมและรวมตัวกันเพื่อต่อสู้ความเอารัดเอเปรียบของบริษัทนำเที่ยวภายนอก

ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
จากแนวโน้มการพัฒนาสถานการณ์ท่องเที่ยวของโลกและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน พบว่า ความสำเร็จของการประกอบธุรกิจนำเที่ยวท้องถิ่น ต้องมีปัจจัยหลัก ดังนี้
1. คุณลักษณะของผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย
   1.1 มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการนำเที่ยวเฉพาะทาง ติดตามความเคลื่อนไหวในเรื่องการท่องเที่ยว  มีข้อมูลการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวก
    1.2 มีความรู้ ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมและภาษาอย่างลึกซึ้ง ทั้งรู้ถึงความแตกต่างทางขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น และสามารถสื่อสาร ถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง
    1.3 เป็นนักวางแผนที่ดี ทั้งในการประกอบการและวางแผนการจัดนำเที่ยว
    1.4 มีภาวะผู้นำ
    1.5 มีความซื่อสัตย์  และจริงใจในการให้การบริการ

2. บุคลากรผู้ให้บริการ
ธุรกิจนำเที่ยวที่ประสบความสำเร็จขึ้นกับคุณภาพของผู้ให้บริการ ซึ่งมิได้หมายถึงคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคุณภาพที่แปรเปลี่ยนไปตามความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าเฉพาะราย เฉพาะกลุ่ม บุคลากรหรือผู้ให้บริการจึงมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จของธุรกิจผู้ประกอบการเป็นพิเศษ

ปัจจัยการกำหนดความพร้อมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่น
ผลการศึกษาเพื่อทราบสถานภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่น (เชิงนิเวศ) ในปัจจุบัน
จากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาความพร้อมของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเชิงนิเวศในภาคเหนือตอนบนของ สุรัสวดี อาสาสรรพกิจ กองอนุรักษ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า การอ้างว่าเป็นผู้ “จัดรายการนำเที่ยวเชิงนิเวศนั้น ไม่เป็นความจริง” หากเป็นการจัดการ นำเที่ยว นั่งช้าง เดินป่า ล่องแพ และเข้าไปในพื้นที่ป่าธรรมชาติ ที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ โดยไม่มีการให้ความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชุมชนได้ อีกทั้งยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย จากผลการศึกษา จึงพบว่าจำเป็นต้องมีปัจจัยกำหนด ความพร้อมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่นจำเป็นต้องมีบางประการ คือ
1.1 การจดทะเบียนให้ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศน์ พ.ศ. 2535

1.2 มีแผนงานการจัดการเส้นทางนำเที่ยวและกิจกรรมอย่างชัดเจน

1.3 มีแผนงานโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ

1.4 ใช้มัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

1.5 เป็นการจัดนำเที่ยวที่ปลอดสิ่งผิดกฎหมาย และจารีตประเพณีทุกชนิด

1.6 กิจกรรมที่ดำเนินการต้องไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางสังคม ไม่คุกคาม หรือ ทารุณชีวิตพืชและสัตว์

1.7 ทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวในวงเงินประกันคนละ 100,000 บาท

1.8 ผู้ประกอบการต้องจัดการนำเที่ยวเองไม่ใช้วิธีตัดค่าหัวให้มัคคุเทศน์ไปดำเนินการแทน

1.9 ต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรในการดำเนินงานท่องเที่ยวเชิงนิเวศสม่ำเสมอ

1.10 ต้องสร้างงานและกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม




BLOG

กลยุทธการสร้าง แบรนด์ สำหรับธุรกิจ SME article
Niche Market article
ทำร้านอาหารอย่างไร ไม่ให้ขาดทุน article
คุณรู้เรื่องกาแฟบ้างใหม? article
ทิรามิสุ (Tiramisu) article
HEALTH CARE FOCUS ON FOOD article
อาหารไทยจานเด็ดป้องกันมะเร็ง article
รายการทีวี "อยู่สบาย"ออกแบบโรงแรมขนาดเล็ก article
บ้านอัมพวา รีสอร์ทเรือนไทยแวดล้อมด้วยธรรมชาติ article
แนะนำเดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม สวนผึ้ง article
แนะนำโรงแรมเจ้าหลาวทอแสงบีช จันทบุรี article
THMA - INTRODUCTION article