หลักสูตรที่เปิดสอนในปัจจุบัน
เรื่องน่าอ่าน
dot

dot


กลยุทธการสร้าง แบรนด์ สำหรับธุรกิจ SME article

Having a strong brand can really differentiate your business in your market
เจ้าของธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ต้องเข้าใจว่า การมีแบรนด์ที่เข้มแข็ง จะสร้างความแตกต่างของธุรกิจในตลาดที่เขากำลังแข่งขันอยู่

แบรนด์ คือ อะไร

คนส่วนใหญ่มักมองว่า แบรนด์ คือ ตราสินค้าของบริษัทฯ และ คิดว่า บริษัทฯ ใหญ่เท่านั้นจึงจะทำแบรนด์ได้ เช่น โค๊ก เป็นต้น ความเชื่อแบบนี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะธุรกิจขนาดเล็ก สามารถสร้าง แบรนด์ ได้เช่นกัน และไม่ต้องใช้เงินมากมายมหาศาลอย่างที่คิด
แบรนด์ มิใช่ตราสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการสร้างจินตนาการและสื่อความคิดให้เกิดในความทรงจำของลูกค้า ผ่านกระบวนการสื่อสารทุกรูปแบบ ที่ให้ลูกค้าได้เห็น สัมผัสผ่านโสตประสาททุกส่วน และกระตุ้นอารมณ์ของผู้ซื้อให้เกิดความอยากที่จะจดจำ ภาพลักษณ์ของตัวสินค้า ข้อความที่เรียกร้องความสนใจ และชื่อของบริษัทดังนั้นในการสร้างแบรนด์ จำเป็นต้องมีกลยุทธ 4 ประการ คือ
1. กลยุทธประการแรก คือ รู้เขา ต้องรู้ว่า ใคร คือ ลูกค้า ที่ต้องการสื่อด้วย กลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ใด ผ่านการทำการสำรวจตลาด ศึกษาข้อมูลทั้งด้านกายภาพ และรายละเอียดของสินค้า ตัวเลขสถิติจากแหล่งต่างๆ ประกอบการศึกษาเพื่อจัดทำ แผนการตลาด
2. กลยุทธประการที่ 2 คือ รู้เรา หรือ การวิเคราะห์ตนเอง หรือ ธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์ผ่านกระบวนการ SWOT analysis เพื่อหา จุดแข็ง อาทิ ความสามารถหลักของธุรกิจ Core competency จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค ของ ตัวธุรกิจ และสินค้า
3. กลยุทธประการที่ 3 คือ 3 F ประกอบด้วย Feature รูปลักษณ์ Function การใช้งาน Fashion รูปแบบที่น่าสนใจ เพื่อนำเสนอ จุดเด่นในการเสนอขาย Unique Selling Point เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน
4. กลยุทธประการที่ 4 คือ มุมมองของลูกค้า (Outside in perspective) เช่น ความน่าเชื่อถือ ขายของแพง ขายของถูก บริการดี ซื่อสัตย์ ได้รับความไว้วางใจ เป็นต้น และแนวคิด 4 P vs 4 C :

Product    =    Customer’s need
Price         =    Cost
Place         =    Convenience
Promotion =   Communication

สร้างแผนการตลาดที่อาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้ตรงกับประเภทธุรกิจ และศึกษาตัวสินค้าหรือบริการ เพื่อพิจารณาว่า “สินค้าหรือบริการของธุรกิจนี้ เป็นที่ต้องการของลูกค้าหรือไม่” หรือ “ธุรกิจนี้กำลังเสนอขายสินค้า หรือ บริการ ที่ลูกค้าไม่ต้องการ หรือ ซื้อจากที่ใดก็ได้” หากพบว่าเป็น ข้อแรกเริ่มดำเนินการต่อ โดยการแสวงหาจุดต่าง เพื่อ กำหนดเป็นเอกลักษณ์ในการนำเสนอ และกำหนดตำแหน่งทางการตลาด หากพบว่าเป็นประการที่สอง ต้องเสนอแนะให้มีการปรับปรุงรูปแบบ ภาพลักษณ์ ตลอดจากการสร้างเอกลักษณ์สินค้าให้เป็นที่ประจักษ์และเด่นชัด จึงจะเหมาะสมที่จะเข้าสู่กระบวนการสร้างแบรนด์

คุณภาพและมาตรฐาน ปัจจัยสำคัญในการสร้าง แบรนด์

คุณภาพ Quality ของสินค้าเป็น องค์ประกอบที่สำคัญของความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ เพราะสินค้าที่ได้รับการสร้างแบรนด์จนโด่งดัง และเป็นที่นิยมของลูกค้า อาจล่มสลายได้ในชั่วพริบตา หากไม่สามารถรักษาคุณภาพของสินค้า หรือ สงวนเอกลักษณ์ของความแตกต่าง อาทิ เช่น ขนมปัง โรตีบอย ที่โด่งดังมากในปี พ.ศ. 2549 แต่ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปี แบรนด์ของ โรตีบอย เริ่มล่มสลายและประชาชนเสื่อมความนิยม เพราะไม่สามารถสงวนความแตกต่างของสินค้าไว้ได้ เนื่องจาก คู่แข่งสามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย และเข้าสู่ตลาดได้ง่าย เกิดการแข่งขันด้านราคา มีการลดคุณภาพสินค้าเพื่อลดต้นทุน นำไปสู่ความเสื่อมของแบรนด์ การพิจารณาเงื่อนไขคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้จากการที่สถานประกอบการมีใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001 - 2000GMP  HACCP  ฯลฯ
มาตรฐานการบริการ (Standard Operating Procedures) สำหรับธุรกิจบริการ คุณภาพการบริการ ต้องมีเกณฑ์ หรือ ตัวชี้วัดในเรื่อง มาตรฐานการบริการ ซึ่งธุรกิจบริการทุกประเภทจำเป็นต้องมีคู่มือการทำงาน หรือ คู่มือการให้บริการสำหรับพนักงานได้ปฎิบัติตามอย่างมีแบบแผน และรักษาะระดับมาตรฐานให้ได้ทุกครั้งที่ให้บริการแก่ลูกค้า การพิจารณาความพร้อมของธุรกิจบริการในการสร้างแบรนด์ คือ การตรวจสอบว่า สถานประกอบการมี คู่มือการให้บริการ หรือไม่ หรือ คู่มือที่มีอยู่ได้มาตรฐาน และ เป็นที่ยอมรับหรือไม่ หากมีอยู่พนักงานได้ปฎิบัติตามแนวทางที่กำหนดหรือไม่ สำหรับธุรกิจบริการที่ยังไม่ได้จัดทำคู่มือการให้บริการต้องเริ่มจากการพิจารณาความพรอ้มของเจ้าของธุรกิจในการจัดทำคู่มือ และ ความพร้อมของพนักงานในการปฎิบัติตามแนวทางที่กำหนด

ประสานความคิด สร้างจิตสำนึกสำหรับทุกคนในองค์กร
ในการสร้าง แบรนด์ เจ้าของธุรกิจ ต้องประสานความร่วมมือจากพนักงานในองค์กรเพื่อให้มีความเข้าใจ และคุณประโยชน์ที่ ธุรกิจจะได้รับ และมูลค่าทางการเงินของ แบรนด์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อแบรนด์ที่สร้างขึ้นได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มลูกค้าและประชาชนโดยทั่วไป การสร้างแบรนด์ เป็นการบูรณาการของ ภาพลักษณ์ของธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผนวกกับวิสัยทัศน์และจินตนาการกับความน่าจะเป็นของธุรกิจในอนาคต ในมุมมองของลูกค้า คู่ค้า และพนักงานในองค์กร เพื่อที่จะได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากทุกฝ่ายซึ่งเป็นปัจจัยในการนำไปสู่ผลสำเร็จของการสร้าง แบรนด์

STP จำแนกตลาดให้ชัด จัดกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำ กำหนด สถานภาพตลาดที่ถูกต้อง
ในการสร้าง แบรนด์ สำหรับสินค้า หรือ บริการ เจ้าของธุรกิจต้องศึกษาสัดส่วนการตลาดให้ฃัดเจนว่าสินค้า หรือ บริการ เหมาะสมกับสัดส่วนการตลาด segmentation (S) กลุ่มไหน ขนาดใด ธุรกิจ SME ไม่ควรหลงเข้าไปแข่งขันในตลาดใหญ่ mass market เพราะมีการแข่งขันสูง ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายมากกว่า และต้องการความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่า ดังนั้น ธุรกิจขนาดเล็ก จึงควรมองหาตลาดที่มีความเฉพาะ niche market มีความเหมาะสมกับกำลังและปริมาณการผลิต หลีกเลี่ยงการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในสินค้าประเภทเดียวกัน เมื่อเลือกสัดส่วนการตลาดได้แล้ว ต้องสามารถเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย target (T) ได้อย่างแม่นยำ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หมายถึง ผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายและเลือกซื้อสินค้าที่แตกต่าง เช่นวัยวุฒิ คุณวุฒิ การศึกษา อาชีพ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง จะทำให้การสื่อสารการตลาดมีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณไม่มาก ความสำคัญอีกประการหนึ่ง กำหนดสถานภาพ positioning (P) ของสินค้า หรือ บริการในตลาดที่มีคู่แข่งขัน เพื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันที่มีอยู่ใด้ดานคงวามได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และศึกษาความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอของคู่แข่งขันที่อยู่ในตลาดเดียวกัน

แนวทางการสร้าง แบรนด์ สำหรับธุรกิจ SME
เจ้าของต้องมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การสร้างกระบวนทัศน์ทางความคิด และการแปลงวิสัยทัศน์ของเจ้าของธุรกิจ ออกเป็น รูปแบบ สีสัน สื่อข้อความ ที่มีความหมายและโยงใยความสัมพันธ์ระหว่างสินค้า หรือ บริการ กับบริษัทฯ เพื่อสื่อให้ลูกต้าเข้าใจความหมายและภาพลัษณ์ที่ถูกต้อง แบรนด์ เป็นเรื่องของอารมณ์ และการสื่อความหมาย มากกว่าการใช้เหตุใช้ผล ในการศึกษาเรื่องของ แบรนด์ หากปรากฏว่า แบรนด์ที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล หรือ ไม่สื่อความหมายในทางที่ต้องการ หรือ สื่อความหมายผิด หรือ ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อการขายสินค้า หรือ บริการ เท่าที่ควร ต้องเริ่มศึกษาถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพราะบ่อยครั้งเจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า โลโก้ หรือ ตราสินค้า คือ แบรนด์ ในกรณีนี้ เจ้าของธุรกิจอาจไม่ได้เข้าใจผิดทั้งหมดเพียงแต่ไม่เข้าใจกระบวนการของการสร้างแบรนด์ให้ครบถ้วนก่อนที่จะหวังผลประโยชน์ที่ได้จากการสร้างแบรนด์ ในกระบวนการสร้าง แบรนด์ หากพบว่า แบรนด์ ที่มีอยู่ไม่สื่อความหมายที่ถูกต้องไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน รูปแบบ ลายเส้น สีสัน ถ้อยความ และการนำเสนอเช่น ภาพหรือตราสัญลักษณ์สินค้าที่ปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้า การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการเลือกใช้สื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

วิธีการสร้างคุณค่าให้กับ แบรนด์

แนวคิดพื้นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม added value ให้กับ แบรนด์ สำหรับ สินค้าหรือ บริการ มีความคล้ายคลึงกับ วิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Product development ทั้งสองกรณีต่างมีนัยเดียวกัน คือ การสร้างเครื่องมือ สำหรับ ลูกค้า ในการเข้าถึง ความต้องการของลูกค้า (customer need) ในการสร้าง แบรนด์ ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ต้องรู้ว่า “ลูกค้าต้องการอะไร” อาทิ ชื่อเสียง ภาพพจน์ที่ดี ความสนุกสนาน การพักผ่อน หรือ การสนองความต้องการทางจิตวิทยา เป็นต้น แบรนด์ ที่ประสบความสำเร็จ ต้องสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ แบรนด์ ที่ไม่สามารถสื่อถึงประโยชน์ในการใช้สอย  ไม่ใช่แบรนด์แม้ว่าจะมี สัญลักษณ์ ชื่อ และสื่อโฆษณา ที่แพร่หลาย แต่ลูกค้าจะไม่สนใจเพราะไร้ประโยชน์กฎแห่งความสำเร็จ   สำหรับการสร้างนวัตกรรมสินค้า หรือ บริการ มักจะมีการสร้าง  แบรนด์ เป็นองค์ประกอบเสมอ เงื่อนไขสำคัญ คือ การเสนอบางสิ่งบางอย่างที่ลูกค้าต้องการ แต่ยังไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ในวันนี้ เพราะราคาแพงเกินไป การเป็นเจ้าของยุ่งยาก หรือซับซ้อนเกินไป
การสร้าง แบรนด์ มีหลายลักษณะ จึงมีวิธีการหลกลหายในการสร้างคุณประโยชน์เพิ่มเติมจาก สินค้า หรือ บริการ ที่สามารถสัมผัสได้ ดังนี้
1. สร้างความเชื่อมโยงระหว่าง คุณค่า และ คุณประโยชน์ที่สัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน หรือ ประสบการณ์ที่ได้จากการใช้บริการ อาทิ แชมพู แพนทีน สื่อการใช้บำรุงรักษาเส้นผม หรือ โรงแรมในเครือ เวสติน เน้นการพักผ่อนนอนหลับสบาย บนที่นอนและหมอนที่นุ่มนวลที่สุด
2. การสร้างความคาดหวังและจินตนาการ หมายถึง การสร้างภาพ หรือ ความคาด หวังในความคิด หรือ จินตนาการของลูกค้า เช่น โรงแรม สื่อความหมาย เป็น โรงแรมสไตล์บูติค Boutique hotel ทำให้ลูกค้าคาดหวังว่าประสบการณ์จากการพักแรมจะแตกต่างจาการใช้บริการโรงแรมสำหรับธุรกิจ
3. การสร้างประสบการณ์ (Experience) หมายถึง การที่ แบรนด์ สร้างความคาดหวังให้แก่ลูกค้า หรือ ประสบการณ์เหนือกว่าในความรู้สึกเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ เช่น เครื่องดื่ม กระทิงแดง สื่อให้ผู้ดื่มรู้สึกว่าจะเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายหลังการดื่ม หรือ การที่ บริการ สปา สื่อความหมายของ ความสบายกายและสบายใจ เป็นประสบการณ์ใหม่หลังการใช้บริการ
4. การสร้างอัตลักษณ์เฉพาะ หมายถึง การที่ แบรนด์ สื่อความหมายถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะ สินค้า หรือ บริการ เหนือกว่าสินค้าอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน เช่น แบรนด์ Rolex หรือ Piaget สื่อความหมายถึง สถานภาพสูงทางสังคมของผู้สวมนาฬิกาทั้งสองยี่ห้อนี้ สำหรับ ธุรกิจบริการ โรงแรมโอเรียนเต็ลสื่อความหมายถึง บริการที่ยอดเยี่ยมและดีที่สุดในโลกผู้ใดที่ได้พักหรือใช้ บริการของโรงแรมนี้ จะดูดีในสังคมว่าเป็น คนมีรสนิยมสูงและร่ำรวย
5. การสื่อ ข้อความที่มีความหมายสำคัญ เช่น เพชร เดอ เบียร์ De Beer สร้างภาพพจน์ในกลุ่มลูกค้าชั้นสูงให้เห็น คุณค่าของสัมพันธภาพอมตะนิรันดร์กาลของเพชร (Diamond is Forever) ต่อมาในปี 2546 เพชร เดอ เบียร์ได้เปลี่ยน เป้าหมายการตลาดไปจับกลุ่มสุภาพสตรี โดยสื่อค่านิยมใหม่ให้สุภาพสตรีสวมแหวนเพชรที่นิ้วนางข้างขวา The right hand diamond เพื่อแสดงความเป็น อิสระ แตกต่างจาก ผู้หญิงสวมแหวนเพชรนิ้วนางข้างซ้าย แสดงว่ามีพันธะแล้ว
6. การเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำทางนวัตกรรมสินค้าบางชนิดสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้ใช้เป็น ผู้นำทางนวัตกรรมในสังคม เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่ทำได้ทั้งถ่ายรูป ดูหนัง ฟังเพลง
7. ทำให้ผู้ใช้ดูเสมือนเป็นผู้รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สินค้าประเภทเครื่องสำอางที่ทำจากสมุนไพรธรรมชาติ เช่น Bodyshop ทำให้ผู้ใช้รู้สึกได้ร่วมมือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและช่วยเหลือคนยากจนทั่วโลก
8. สร้างฝันและจินตนาการ การสร้างความฝัน และ จินตนาการให้ผู้ใช้ได้รู้สึกเหมือนไปอยู่ในโลกของจินตนาการที่นอกเหนือชีวิตจริง เช่น เสน่ห์ทางเพศความโดดเด่นเหนือผู้อื่น การเข้าไปในโลกของการผจญภัย ตัวอย่าง เช่น รองเท้า ทิมเบอร์แลนด์ สร้างความรู้สึกสมบุกสมบันและทรหดให้แก่ผู้สวมใส่

การวางแผนสื่อสารการตลาดสำหรับ แบรนด์
เมื่อได้สร้าง แบรนด์ ตามกระบวนการและแนวคิดให้สอดคล้องกับแผนการตลาดที่จัดทำขึ้น ในขั้นตอนต่อไปคือการเลือกใช้เครื่องมือในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ หมายถึง การเลือก เครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสมกับ สินค้า หรือบริการ มากกว่า 1 ประเภท มาใช้ผสมผสานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด แต่การเลือกใช้เครื่องมือใดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าหรือ บริการ การเลือกใช้ กิจกรรมที่รวมอยู่ในการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ประกอบด้วย       
- การขายโดยบุคคล (Personal selling)

- การประชาสัมพันธ์ (Public relation)

- การตลาดตรง (Direct marketing)

- การตลาดเชิงกิจกรรม (Events marketing)

- โฆษณา (Advertising)

- การจัดแสดงสินค้า (Products display)

- การอบรม (Training)

- การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging design)

การบอกเล่าปากต่อปาก (Words of mouth)

องค์ประกอบของ การสื่อสารการตลาดแบบบรณาการประกอบด้วย
1. กระบวนการ Process หมายถึง วิธีการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมต่อผู้บริโภคและจัดทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดในระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน
2. เครื่องมือสื่อสารหลายรูปแบบ Various forms of communication หมายถึง การเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารหลายๆ ชนิด ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในสถานการณ์หนึ่ง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป จำเป็นต้องเปลี่ยนประเภทเครื่องมือสื่อสารให้เหมาะสมด้วย
3. พฤติกรรมลูกค้าปัจจุบัน และ ลูกค้าที่คาดหวัง Customers & Prospective Behaviours หมายถึง พฤติกรรมของ กลุ่มผู้บริโภคซึ่งอาจจะแตกต่างกัน และต้องแบ่งตามเกณฑ์ Segmentation Target Promotion (STP)

เริ่มปฎิบัติการและการประเมินผล
หลังจากการวางแผนการตลาด กระบวนการสร้างแบรนด์ การเลือกใช้สื่อ ตามงบประมาณที่ได้วางแผนไว้ จะถึงขั้นตอนการลงมือปฎิบัติ ในการแนะนำ แบรนด์ สู่สาธารณชน หรือ กลุ่มเป้าหมายหลัก โดยการรณรงค์ผ่านการสื่อสารต่างๆ หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์ในการประเมินผล ควรมีการทำการวิจัยสินค้าหรือ บริการ ในด้านความรับรู้ และ ความพึงพอใจ ของผู้บริโภค Pre-launching research เมื่อดำเนินการตามกระบวนการสื่อสารการตลาดไปแล้วระยะหนึ่ง จึงจัดให้มีการประเมินผลอีกครั้งหนี่ง Post launching research เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานและระดับความแตกต่างของ การรับรู้และความพึงพอใจในสินค้าหรือบริการในช่วงสั้น ๆ

การรักษาคุณภาพและระดับมาตรฐาน เป็น ปัจจัยสำคัญในการรักษาสถานภาพของ แบรนด์
การรักษาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ เป็น ปัจจัยสำคัญในการรักษาการดำรงอยู่ของ แบรนด์ เจ้าของธุรกิจต้องให้ความสำคัญที่จะ ควบคุมคุณภาพของสินค้า หรือ มาตรฐานการบริการ ราคา และการสื่อข้อความ ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การสื่อข้อความเกี่ยวกับ แบรนด์ ไปยังกลุ่ม เป้าหมาย ต้องเลือกใช้ถ้อยคำ ข้อความ และ สื่อที่ถูกต้องตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงจะเกิดประสิทธิผลแบรนด์ของสินค้า หรือบริการที่มีชื่อเสียงของโลก ต่างมีหลักการในการรักษาสถานะของแบรนด์ คือ ความสม่ำเสมอ และ ต่อเนื่อง ในเรื่องของคุณภาพและบริการ อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจต้องไม่คาดหวังผลสูงหรือ เล็งผลเลิศเกินไปกับจำนวนเงินงบประมาณที่ใช้
กล่าวโดยสรุป แบรนด์ เป็น หัวใจสำคัญที่สุด ของการทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือ ขนาดใหญ่ แบรนด์ดังๆ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ใช้เวลาในการสร้างแบรนด์และรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ต้องจัดสรรเงินทุนเป็นงบประมาณในการรักษา แบรนด์ ไว้เพื่อเป็นการสร้างมูลคาเพิ่มแก่ธุรกิจ น่าเสียดายที่ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กจำนวนมาก มองข้ามความสำคัญและไม่สนใจที่จะสร้างแบรนด์เจ้าของธุรกิจ SME ต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในธุรกิจ และให้ความสนใจในการเรียนรู้ที่จะสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจตั้งแต่บัดนี้ เพื่อประโยชน์ของธุรกิจและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจในอนาคต




BLOG

Niche Market article
ทำร้านอาหารอย่างไร ไม่ให้ขาดทุน article
การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน article
คุณรู้เรื่องกาแฟบ้างใหม? article
ทิรามิสุ (Tiramisu) article
HEALTH CARE FOCUS ON FOOD article
อาหารไทยจานเด็ดป้องกันมะเร็ง article
รายการทีวี "อยู่สบาย"ออกแบบโรงแรมขนาดเล็ก article
บ้านอัมพวา รีสอร์ทเรือนไทยแวดล้อมด้วยธรรมชาติ article
แนะนำเดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม สวนผึ้ง article
แนะนำโรงแรมเจ้าหลาวทอแสงบีช จันทบุรี article
THMA - INTRODUCTION article